rimping, MY
client : Rimping Supermarket
year : 2013
place : Maya, Chiang Mai

Rimping MAYA : The Subtle-Luxury

The Subtle-Luxury คือ คำจำกัดความที่ทีมดีไซน์ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการครีเอทลุค ให้กับ ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาเมญ่า ที่มาของคำๆนี้เกิดจากการที่ริมปิงนั้นถูกวางให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นแหล่งรวมของสินค้าจากญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ บวกกับความประทับใจในความคลาสสิคของตลาดเก่าแถบยุโรป ทีมดีไซน์จึงได้ตีความๆเรียบง่ายของวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ผ่านการเลือกใช้สกรีมสีที่เบาสบาย และสะอาดตา เช่น ขาว เทา และครีม ซึ่งเป็นที่มาของการเลือกใช้ กระเบื้องขาว และไม้สนสีธรรมชาติมาเป็นแมททีเรียลหลัก และในส่วนของความเป็นตะวันตกทีมดีไซน์ได้หยิบเอาแรงบันดาลใจมาจากตลาด Borough ของอังกฤษ โดยถอดเอาคาแรคเตอร์ที่เป็นซุ้มโค้ง และการเลือกแมททีเรียลที่เป็นเหล็กกับกระจกสีทองมาใช้ เพื่อเพิ่มกลิ่นไอของความหรูหรา และคลาสสิคให้กับริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต

จากการผสมกันของทั้งสองวัฒนธรรมนี้เองจึงทำให้เกิดเป็นคำจำกัดความใหม่ของงานดีไซน์ที่ใช้ชื่อว่า “The Subtle-Luxury”

ในส่วนของทางเค้าโครงการทีมออกแบบได้สร้างจุดเด่นให้กับพื้นที่โดยการใส่สุ้มเหล็กดัดพาดยาวจากผนังโครงการทั้งสองฝั่ง มีการกรุกระจกสีทองที่ผนังเพื่อเพิ่มความ Luxury ให้กับพื้นที่ และนอกจากนี้ชั้นวางผัก และผลไม้ของโครงการนั้นถูกออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากชั้นวางผักในตลาดเก่าแถบยุโรปโดยมีหลักในการออกแบบคือความงามที่ควบคู่ไปกับฟั่งชั่นการใช้งาน

—————————————————
Grocery
—————————————————

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้ Supermarket เป็น Supermarket อย่างแท้จริง คือ โซน Grocery ในขั้นตอนการออกแบบโซน Grocery มีหลายความคิดเกิดขึ้นตลอดเวลาว่า เราสามารถวางชั้นวาง แบบอื่นได้ไหม เฉียงได้หรือไม่ เราอยากได้อะไรใหม่ๆ แต่พอลองมาคิดกันในทีมแล้ว พบว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบ โซน Grocery คือ ลูกค้าสามารถเลือกซื้อของที่ต้องการได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่การดีไซน์ชั้นวางที่แปลกใหม่”

จึงได้แนวความคิดที่สืบเนื่องจากธีมหลักในบทความที่แล้ว นำความเป็น “ตรอกซอย” ให้สร้างความรู้สึก สบาย ไม่เกร็ง เวลาเลือกซื้อของ ด้วยซุ้มทางเข้าเหล็กดัดโค้ง เสมือนเดินอยู่ที่ตลาด Borough Market บวกกับ งานออกแบบ Signage ที่ต่อเนื่องกันกับงานดีไซน์ ที่เราคิดมาแล้วว่าให้ง่ายต่อการช้อปปิ้งมากที่สุด โดยสามารถมองได้ทุกจุดที่คุณยืนอยู่ รับรองว่าหมดปัญหาเรื่องหาสินค้าไม่เจอแน่นอน

ต่อเนื่องมาถึงโซน Meat / Deli /Seafood และ โซน Frozen ยังคงความเป็นไอเดีย แบบ Shop In Shop ที่เราต้องการนำเสนอ โดยนำ Capony มาเป็นตัวแบ่งร้านแต่ละร้าน ลวดลายบนผ้าใบที่ต่างกันยิ่งให้ความรู้สึกเป็น Shop In Shop มากขึ้น แนวความคิดแบบสองวัฒนธรรม ยังคงต่อเนื่องมาถึงโซนนี้ ด้วยซุ้มผนังโค้งปูกระเบื้องสีขาวดูสะอาดตา โคมไฟทองแดงห้อยลงมาจากฝ้า ที่ยังคงความเป็น ธีมSubtle-Luxury บวกกับงาน กราฟิก ดีไซน์ ที่สร้างบรรยากาศให้ทุกอย่างชัดมากขึ้น และทั้งหมดนี้ คือสิ่งเราต้องการนำเสนอ ริมปิงในอีกมุมมองใหม่ ที่ต่างไปจากสาขาก่อนๆนั้นเอง

————————————————–
RESTAURANT
—————————————————

ในส่วนร้านอาหารของริมปิง ที่มีโจทย์เป็นซุปเปอร์มาเก็ตญี่ปุ่น ร้านอาหารขายอาหารทั้งญี่ปุ่นและอาหารยุโรป และยังเป็นในส่วนหน้าของซุปเปอร์ สิ่งแรกที่ต้องคำนึง คือความต่อเนื่องกันระหว่าง ทางเข้าด้านหน้าและหน้าตาของร้านอาหาร ที่ต้องให้ความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน ต้องมีความสวยงามเป็นหน้าตาของ rimpimg แต่ยังคงความเป็น

” mood The Subtle-Luxury ผสมผสานระหว่างความคลาสสิคของยุโรปและความเรียบง่ายในแบบญี่ปุ่น ดูอบอุ่นแต่ไม่ดูเชย”

โดยการออกแบบถูกเริ่มจากการแบ่งพื้นที่การใช้งานที่ต้องต่อเนื่องจากโซนอื่นๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลักในการจัดพื้นที่ และการตกแต่งที่ต่อเนื่องกันแต่ทำให้รู้สึกว่าได้เข้ามาอีกโซน ได้เข้ามาในโซนร้านอาหาร แต่ต้องไม่รู้สึกหลุดจากดีไซน์หลักภายในซุปเปอร์มาเก็ต โดยใช้ความรู้ในเรื่องของค่าแสงบรรยากาศของแสงไฟ ที่ให้ความรู้สึกที่ warm ขึ้นเป็นตัวแบ่งบรรยากาศ environment โดยรอบ ถัดมาคือส่วนของพื้นที่ภายในร้าน เนื่องจากบริเวณพื้นที่ร้านอาหาร ติดกับกระจกโค้งด้านหน้า สามารถมองเข้ามาเห็นมุมกว้างของร้านทั้งหมด จึงวางพื้นที่ของโต๊ะภายในออกเป็นทั้งหมด 4 ส่วน คือส่วนนั่งโต๊ะริมด้านหน้ากระจก ด้านซ้ายเป็นในส่วนของที่นั่งโซฟายาว เกาะติดริมผนังภายในร้านอาหาร พื้นที่บริเวณกลางร้านจึงใช้เป็นโต๊ะสูงขนาดใหญ่ เพื่อไม่ทำให้ร้านดู flat และยังเป็นจุด center กลางร้าน ที่สร้างบรรยากาศให้ดูมี activity ในร้านอาหาร เมื่อเวลาคนมานั่งบริเวณนี้ ทั้งมาคนเดียวและมาเป็นกลุ่ม meeting ถัดไปด้านในซึ่งเป็นส่วนของ open kitchen จึงทำ kitchen bar บริเวณนั้น
การเลือกใช้แมททีเรียลคอมบิเนชั่น โทนสี การตกแต่งบรรยากาศ เลือกใช้แมทีเรียลหลักที่ดู warm + luxuryแมททีเรียลที่ถูกเลือกนำมาใช้จึงเกิดการ combind กันระหว่าง ไม้และหินอ่อนขาวเป็นหลัก กระเบื้องขาวที่ทำให้บรรยากาศดูสะอาดตา และโครงเหล็กทำสีดำ เพิ่มลุกเล่นการตกแต่งภายในร้านอาหาร รวมถึงการเลือกใช้เก้าอี้และโต๊ะภายในร้านที่ใช้การผสมผสานกันของแมททีเรียล ไม้และเหล็ก ตกแต่งด้วยด้วย โคมไฟกลม ดูเรียบง่ายคลาสสิค สร้างบรรยากาศให้ภายในร้านอาหาร มีการตกแต่งมากกว่าร้านอาหารในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป ที่จัดวางโต๊ะลอยตัวเรียงแบบ food cort

————————————————–
CHEESE BAR + BAKERY + WINE
—————————————————

ในส่วนโซนชีส เป็นส่วนที่อยู่ในพื้นที่ จุดกลาง ที่ต่อเนื่องกันกับส่วนของ bakery wine และส่วนของ grocery ออกแบบโซนชีส ให้เป็นจุดเด่นด้วยเคาท์เตอร์บาร์ ที่เป็นบาร์ไม้โค้ง ตรงกลางของโซนนี้ เป็นส่วนนั่งกินชีส ให้บริเวณนั้นน่านั่ง คนนั่งแล้วไม่รุ้สึกเก้อเขิน โดยใช้คาโนปี้ด้านบนคลุมบริเวณบาร์ชีสตรงกลาง ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบริเวณการใช้งาน ที่มีขอบเขตถึงแม่จะ open รอบด้านต่อกับส่วนเบเกอรี่ ไวน์ และโซนทางเดินหลักในซุปเปอร์ ตู้ชีสที่มีการดิสเพลย์ เพื่อไว้โชว์และเก็บชีสไปในตัว
ถัดไปในส่วนโซนเบอเกอรี่ด้านซ้าย The Oven ที่ติดกับบริเวณรอบผนัง โดยมีโซนชีสอยู่ตรงกลาง เลยออกแบบให้มีบรรยากาศโทนสี และแมททีเรียล ล้อไปกับโซนชีส คือให้ดูคลาสสิค ค่อนข้าง warm และดู home made และด้วยบริเวณส่วนโชว์ขนมปัง ติดกับผนังทั้งหมด จึงมีการออกแบบ shelve ที่วางขนมปัง

“โดยได้ไอเดียมาจาก display shop หน้าร้านของคาเฟ่เล็กๆในยุโรป ที่มี ภาพรวมของระเบียงเหล็ก กรอบเฟรมหน้าต่าง และคาโนปี้”

นำมาใช้ โดยยึดกับผนัง และเคาร์เตอร์ ที่ต้องมีฟังชั่นการเก็บของและโชว์ของได้ แมททีเรียลใช้อิฐแดง ถัดไปทางด้านขวาจะเป็นในส่วนโซนไวน์ ไอเดียออกแบบบริเวณนั่น เนื่องจากเป็นลักษณะเข้าไปในห้อง จึงทำให้เหมือนเข้าไปในห้องไวน์โดยเก็บขวดไวน์ทั้งหมดไว้ในกล่องไม้เสียบเป็น blog กับโครงเหล็กสูงเป็นชั้นขึ้นไปเป็น wall shelve display ให้เป็นทั้งดิสเพลไวน์ และพาทิชั่นกั้นระหว่างโซนร้านอาหารกับโซนไวน์ในตัว